การวางแผนการเงินสำหรับคู่รักแต่งงานใหม่

การวางแผนการเงินสำหรับคู่รักแต่งงานใหม่

แบ่งเป็นสามส่วน ได้แก่ ส่วนพื้นฐาน ส่วนป้องกัน และส่วนต่อยอด
ในส่วนพื้นฐาน ขั้นแรก ให้จดบันทึกบัญชีรายรับรายจ่ายในครอบครัว เพื่อหาว่ามีรายรับทางไหนบ้าง และมีรายจ่ายอะไรบ้าง ทั้งเป็นรายจ่ายส่วนตัวและรายจ่ายส่วนรวมครอบครัว
ขั้นที่สอง ให้จัดทำบัญชีทรัพย์สินเอาไว้ ว่าสามีมีทรัพย์สินอะไรอยู่บ้าง ภรรยามีอะไรอยู่บ้าง ทั้งทรัพย์สินที่เป็นเงินฝาก กองทุน หุ้น อสังหาริมทรัพย์ กรมธรรม์ประกันชีวิต ทองคำเครื่องประดับต่างๆ หากใครเป็นอะไรไปทรัพย์สินที่มีก็จะไม่ตกหล่นหายไปหรือถูกลืม
ขั้นที่สาม ให้แบ่งแยกบัญชีใช้จ่ายส่วนตัวกับกองกลางออกมา ทั้งสามีภรรยาต่างคนก็ควรมีบัญชีเงินเพื่อใช้จ่ายของตัวเอง และมีบัญชีอีกบัญชีที่เอาไว้ใช้จ่ายร่วมกัน โดยอาจจะลงเงินในบัญชีกองกลางนี้ไม่เท่ากันก็ได้ แล้วแต่การตกลงกัน

ส่วนป้องกัน เป็นการให้ทั้งคู่เตรียมความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงต่างๆ ที่จะเข้ามากระทบกับครอบครัว โดยอันดับแรก ต้องเก็บเงินส่วนหนึ่งแยกต่างหากออกเป็นเงินทุนสำรองเผื่อเหตุฉุกเฉิน ซึ่งเงินก้อนนี้ควรมีจำนวนเท่ากับรายจ่ายประจำของครอบครัวจำนวน 6 เดือน หรือครึ่งปี แต่ถ้าครอบครัวมีรายได้ไม่แน่นอน ไม่ได้เป็นแบบรายได้ประจำ ก็อาจจะเก็บเงินสำรองเท่ากับค่าใช่จ่ายเต็มปีเลยก็ได้ โดยบัญชีเงินสำรองนี้ต้องมีความมั่นคงและสภาพคล่องสูง อาจจะใช้บัญชีเงินฝากออมทรัพย์พิเศษหรือกองทุนรวมตลาดเงินก็ได้
นอกจากจะมีเงินสำรองเตรียมพร้อมเหตุฉุกเฉินที่ไม่คาดฝันไว้แล้ว บางอย่างที่ถ้าหากเกิดขึ้นมาแล้ว จะกระทบกับการเงินของครอบครัวก็ต้องป้องกันเอาไว้ก่อน เช่น ถ้าคนในครอบครัวเกิดเจ็บป่วยต้องเข้าโรงพยาบาล เข้าผ่าตัด หรือเป็นโรคร้ายแรงขึ้นมา ก็ต้องมีความคุ้มครองส่วนนี้เอาไว้ให้เพียงพอ โดยตรวจสอบสวัสดิการของบริษัทที่ทำงาน ถ้ายังไม่เพียงพอก็ควรมีประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย และประกันโรคร้ายแรงเอาไว้เสริม ซึ่งปีนี้เบี้ยปีนี้ก็สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 15,000 บาทด้วย
และถ้าหากต้องเลี้ยงดูลูก หรือหัวหน้าครอบครัวมีการเลี้ยงดูคู่สมรสด้วย หรือมีหนี้สินก้อนใหญ่ เช่น หนี้บ้าน หรือหนี้รถอยู่ ก็ควรมีความคุ้มครองเผื่อต้องจากไปก่อนวัยอันควร ครอบครัวที่อยู่เบื้องหลังจะได้ไม่ลำบาก โดยมีความคุ้มครองอย่างน้อย 3 เท่าของรายได้ต่อปี หัวหน้าครอบครัวบวกด้วยหนี้สินที่มี หลายบริษัทเดี๋ยวนี้มีเงินฌาปนกิจสงเคราะห์ให้ ลองไปตรวจสอบวงเงินดูว่าจะมีให้คนละประมาณกี่บาท ถ้าหากไม่เพียงพอก็อาจจะซื้อประกันชีวิตประเภทที่มีทุนประกันต่อเบี้ยประกันสูง เช่น ประกันประเภทตลอดชีพ หรือประกันชีวิตแบบควบลงทุน ที่สามารถทำทุนประกันชีวิตสูงได้เป็นร้อยเท่าของเบี้ยประกันเลย สำหรับเบี้ยประกันชีวิตนี้สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ถึง 1 แสนบาทต่อปี

สำหรับส่วนต่อยอด ก็จะเป็นการมองไปถึงเป้าหมายในอนาคตของครอบครัว แล้วทยอยเก็บเงินมาจัดพอร์ตลงทุนอย่างเหมาะสม โดยแบ่งเป้าหมายออกเป็นระยะสั้นไม่เกิน 3 ปี ระยะกลาง 3-10 ปี และระยะยาวที่มากกว่า 10 ปีขึ้นไป
ตัวอย่างเป้าหมายระยะสั้น เช่น การเก็บเงินเป็นค่าคลอดลูก หรือค่าเล่าเรียนลูกในระดับชั้นอนุบาล แนะนำให้ใช้กองทุนตราสารหนี้เป็นที่เก็บเงิน
สำหรับเป้าหมายระยะกลาง 3-10 ปี เช่น ค่าเรียนลูกระดับมัธยมหรือมหาวิทยาลัย สามารถใช้กองทุนผสมที่มีหุ้นและตราสารหนี้ หรือจะจัดพอร์ตให้มีกองทุนหุ้น กองทุน LTF และกองทุนตราสารหนี้ ผสมกันเองก็ได้ นอกจากนี้กองทุน LTF ยังนำไปใช้ลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย
และเป้าหมายระยะยาวที่คู่บ่าวสาวควรจะมีเป็นของตัวเอง คือ เป้าหมายมีเงินก้อนใช้ตอนเกษียณอายุ ถ้าหากมีงานทำมีรายได้ต้องเสียภาษี ก็อาจจะซื้อกองทุน RMF ที่เน้นลงทุนในหุ้น หรือเป็น RMF ที่เป็นประเภทกองทุนผสมที่เน้นหุ้นเป็นหลักก็ได้ ซึ่งจะซื้อในชื่อของแต่ละคน มีสิทธิลดหย่อนภาษีเฉพาะคนที่มีรายได้ หากไม่ได้ต้องการสิทธิลดหย่อนภาษีก็สามารถทยอยเก็บเงินเกษียณนี้เอาไว้ในกองทุนรวมหุ้นแบบไม่มีเงินปันผลระหว่างทางเองก็ได้
สรุปการวางแผนการเงินของคู่รัก
1. ส่วนพื้นฐาน จดบันทึกรายรับรายจ่าย จัดทำบัญชีทรัพย์สิน และแบ่งแยกเงินใช้ส่วนตัวกับเงินใช้ส่วนกลาง
2. ส่วนป้องกัน เก็บเงินสำรอง 6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน สำรวจความคุ้มครองด้านการเงินให้กับสุขภาพของสมาชิกในครอบครัว และทุนความคุ้มครองชีวิตของหัวหน้าครอบครัว
3. ส่วนต่อยอด ตั้งเป้าหมายที่ต้องใช้เงินจำนวนมาก เช่น ค่าเล่าเรียนลูก และเงินทุนเกษียณของตัวเอง จากนั้นจัดพอร์ตลงทุนให้เหมาะสมกับระยะเวลาที่ต้องการใช้เงินก้อนนั้น

เขียนโดย นักวางแผนการเงิน วรินทร์ สุรพลชัย CFP

Leave a comment

Post a comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *