ปัจจัยความสำเร็จในการลงทุน ที่หลายๆ คนมองข้าม Asset Allocation

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

Asset Allocation คือคำที่นักลงทุนคงจะเคยได้ยินกันมาบ่อย ๆ หรือนักลงทุนมือใหม่ที่ไม่เคยได้ยินก็น่าจะเคยได้ยินเรื่อง ”อย่าวางไข่ไว้ในตระกร้าใบเดียว” เพราะว่าถ้าตระกร้านั้นเกิดเป็นอะไรไป เราจะได้มีไข่ที่อยู่ในตระกร้าอื่นเหลืออยู่ การทำ Asset Allocation นั้นทำได้หลากหลายรูปแบบมาก ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมที่ต่างกัน การลงทุนใน Asset class ที่ต่างกัน และรวมไปถึงการลงทุนในภูมิภาคที่ต่างกัน ทั้งหมดที่กล่าวมานี้คือการพยายามที่จะลดความเสี่ยงนั่นเอง

ในเมื่อเราไม่สามารถรู้ถึงอนาคตได้อย่างแน่นอน ดังนั้นการลดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนจะทำให้เงินต้นเราหายไปไม่เยอะเมื่อขาดทุน แต่ในทางกลับกันก็ต้องแลกมาด้วยผลกำไรที่น้อยกว่าหากสินทรัพย์นั้น ๆ มีราคาพุ่งสูงขึ้น จึงมีคำถามต่อมาว่าแล้วจัดพอร์ตการลงทุนแบบไหนถึงจะดี

การลงทุนเป็นสิ่งที่เราต้องทำตลอดชีวิต นั่นหมายความว่าระยะเวลาต้องเป็นหลักสิบๆปีขึ้นไป เป็นการลงทุนระยะยาว ซึ่งในช่วงต้นหากเราพลาดขาดทุนหนักๆ จะเป็นการยากมากที่จะทำให้พอร์ตการลงทุนกลับมาเหมือนเดิมในเมื่อเงินต้นได้หายไปเยอะแล้วหากไม่มีการนำเงินใหม่มาลงทุน ดังนั้นหัวใจสำคัญในการลงทุนก็คือถ้าไม่ได้กำไรอย่างที่คาดหวัง ก็ควรจะรักษาเงินต้นไว้ให้ได้มากที่สุด อีกทั้งการขาดทุนหนัก ๆ ในช่วงแรกจะทำให้นักลงทุนหมดกำลังใจ จนสุดท้ายก็ยอมแพ้จากการลงทุนไปเลย

การลงทุนในอุตสาหกรรมที่ต่างกันนั้นจะช่วยพยุงให้พอร์ตการลงทุนของเรา เพราะบางอุตสาหกรรมจะมีช่วงเวลาที่ดีและร้ายต่างกันในรอบปี เช่น กลุ่มโรงแรมนั้นจะมีรายได้ดีในช่วงเทศกาลสำคัญ ๆ แต่กลุ่มโรงพยาบาลจะมีรายได้ดีในช่วงฤดูฝนที่มีการแพร่กระจายของโรคภัยไข้เจ็บอยู่บ่อย ๆ

ต่อมาการทำ Asset Allocation ในแต่ละ Asset class คือการลงทุนในสินทรัพย์หลายๆรูปแบบ เช่น กองทุนรวมหุ้น ตราสารหนี้ ทองคำ หรือ อสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น ขอยกตัวอย่างง่ายๆในช่วงสงคราม หุ้นจะร่วงและทองคำจะพุ่ง การที่เรามีทั้ง 2 ทรัพย์สินนี้ในพอร์ตการลงทุนในสัดส่วนที่เหมาะสม จะช่วยให้เราถือพอร์ตการลงทุนนั้นๆผ่านช่วงวิกฤตไปได้อย่างดีทีเดียว

และอีกรูปแบบในการทำ Asset Allocation นั้นก็คือการกระจายลงทุนในหลายภูมิภาค เช่น ซื้อหุ้นในประเทศตัวเองแล้ว ก็ยังกระจายการลงทุนไปต่างประเทศด้วย เช่น จีน สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น อินเดีย หรือ ประเทศในโซนยุโรป เป็นต้น ช่วยให้เรารับมือกับปัญหาได้ หากมีภูมิภาคที่เกิดวิกฤตขึ้นหรือมีการไหลเข้า-ออกของกระแสเงินลงทุนจากกลุ่มประเทศหนึ่งไปยังอีกกลุ่มประเทศหนึ่ง สังเกตได้จากบางช่วงที่ผ่านมามีเงินไหลเข้าประเทศที่กำลังพัฒนา แต่หากกระแสเงินไหลเข้ามากไปจนทำให้ราคาสูงขึ้น ก็จะทำให้กระแสเงินไหลไปที่ประเทศพัฒนาแล้วก็เป็นไปได้

ดังนั้นเราควรจะจัดการสัดส่วนในการถือครองทรัพย์สินต่าง ๆ ให้ดี เพื่อกระจายความเสี่ยงและสามารถอยู่รอดในตลาดการลงทุนในระยะยาวให้ได้ ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการลงทุน

error: Content is protected !!
Scroll to Top