ประเภทของการลงทุน ภาคปัจฉิมบท

ต่อเนื่องจากบทความประเภทของการลงทุนภาคปฐมบทที่ได้พูดถึงสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำถึงปานกลางค่อนข้างต่ำแล้วเรามาพูดถึงสินทรัพย์ความเสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูงถึงเสี่ยงสูงมากกันต่อ

ประเภทสินทรัพย์ความเสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูงถึงเสี่ยงสูงมาก

1.หุ้นสามัญ (Common Stock) โดยมากนักลงทุนจะเรียกสั้น ๆ ว่าหุ้นการลงทุนในหุ้น ผู้ลงทุนจะมีฐานะเป็นเจ้าของบริษัทผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นจะอยู่ในรูปของเงินปันผล (Dividend) และส่วนต่างของราคาซื้อขาย (Capital Gain) นักลงทุนจะต้องพิจารณาบริษัทที่เข้าไปลงทุนด้วยความละเอียดรอบคอบในด้านคุณภาพของบริษัทรวมทั้งการเติบโตในอนาคตของกำไรบริษัท และราคาตลาดของหุ้นว่าสมเหตุสมผลในการเข้าซื้อตอนนี้เลยหรือไม่ผู้ลงทุนที่ไม่ค่อยมีเวลาและความเชี่ยวชาญในการคัดเลือกหุ้นลงทุนเอง สามารถเลือกลงทุนในกองทุนรวมหุ้นที่มีผู้จัดการกองทุนมากฝีมือมาช่วยบริหารการลงทุนให้เราได้ผลตอบแทนดี ๆ ได้เช่นกัน นอกจากนี้ กองทุนรวมหุ้นยังมีให้เลือกลงทุนในหุ้นต่างประเทศซึ่งอาจจะได้รับผลตอบแทนสูงกว่าการลงทุนในกองทุนในประเทศเพียงอย่างเดียวได้อีกด้วย

2.กองทุนอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund) และทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT/ Real Estate Investment Trust) เป็นประเภทหนึ่งของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่จ่ายค่าเช่าโดยกองทุนหรือ REITระดมเงินทุนจากนักลงทุนไปซื้ออสังหาริมทรัพย์มาลงทุนหรือซื้อสิทธิการเช่าระยะยาว แล้วเก็บค่าเช่าเข้ากองทุนหรือเข้าทรัสต์นักลงทุนที่ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนจากกองทุนและทรัสต์ในรูปแบบเงินปันผล (Dividend) และส่วนต่างของราคาซื้อขาย (Capital Gain) คล้ายกับหุ้นสามัญโดยนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงสามารถเลือกลงทุนในกองทุนประเภทกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (Fund of Property Funds) ซึ่งจะมีผู้จัดการกองทุนเลือก REIT และ Property Fund เข้ากองทุนอีกทีโดยกองทุนนี้จะทำกำไรได้จากเงินปันผลและการซื้อขายสับเปลี่ยนตัวลงทุนของผู้จัดการกองทุนนอกจากนี้ ยังสามารถกระจายการลงทุนนอกเหนือจากในไทยไปลงทุนใน REIT ของสิงค์โปรได้อีกด้วย

3.กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) มีลักษณะคล้าย ๆ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ เพียงแต่กองทุนลงทุนในพวกโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเพื่อรับค่าเช่าและค่าบริการเช่น รถไฟฟ้าสายสีเขียว รายได้จะมาจากส่วนแบ่งค่าโดยสารของประชาชนหรือเสาสัญญาโทรศัพท์ โรงไฟฟ้า ทางด่วน ยิ่งมีการใช้มากรายได้ค่าบริการเข้ากองทุนก็มาก เงินปันผลก็จะมากตามไปด้วย อย่างไรก็ตามกองทุนประเภทนี้จะมีอายุที่ระบุไว้ เมื่อครบอายุมูลค่าของกองทุนจะเท่ากับศูนย์ตลอดช่วงอายุของกองทุน เงินที่ได้รับจากกองทุนจะมีสองส่วน คือ เงินปันผลจากกำไรและเงินคืนต้นทุน

4.สินทรัพย์ทางเลือกอื่น ๆ (Alternative Investment) เช่น กองทุนทองคำ ที่ไปลงทุนในดัชนีทองคำโลกกองทุนน้ำมัน ลงทุนกับสัญญาซื้อขายน้ำมันล่วงหน้า หรือพวกการลงทุนในตราสารซับซ้อนอย่างหุ้นกู้อนุพันธ์ (Structure Note) ที่มีการใช้ผลตอบแทนผูกกับตัวสัญญาซื้อขายล่วงหน้าหรือออฟชั่นทำให้ได้รับผลตอบแทนที่สูงตามเงื่อนไขที่กำหนด อย่างไรก็ตามนักลงทุนที่จะมาลงทุนในตราสารซับซ้อน (Complex ReturnProduct) หรือตราสารอนุพันธ์ (Derivative) ควรมีความรู้ความเข้าใจในตราสารทางการเงินและประสบการณ์ลงทุนสูงแม้ว่าตราสารเหล่านี้จะสามารถให้ผลตอบแทนสูงได้แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงสูงมากเช่นกัน มีเพียงความเข้าใจในสิ่งที่จะลงทุนอย่างถ่องแท้เท่านั้นที่จะสามารถลดความเสี่ยงจากการลงทุนสินทรัพย์ประเภทนี้ลงได้

การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูงเหล่านี้ต้องอาศัยความเข้าใจลักษณะของผลตอบแทน และมีการกระจายความเสี่ยงให้ดีพอหากเป็นการลงทุนประเภทกองทุนรวมหุ้น และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ควรมีระยะเวลาการลงทุนที่เหมาะสมด้วย หากระยะเวลาการลงทุนที่มีไม่ได้ยาวเป็นปีการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำน่าจะเหมาะสมกว่า

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

อ่านบทความอื่นต่อ

การวางแผนการศึกษาบุตร

คุณพ่อคุณแม่ทุกท่าน ที่มีลูกตัวน้อย ๆ ต้องการมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกเสมอโดยเฉพาะการศึกษาหาความรู้เป็นพื้นฐานที่สำคัญสำหรับอนาคตของลูก เพื่อให้เขาเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ดีมีอนาคตที่ดี

อ่านต่อ »
ประเภทของการลงทุน ภาคปัจฉิมบท

ต่อเนื่องจากบทความประเภทของการลงทุนภาคปฐมบทที่ได้พูดถึงสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำถึงปานกลางค่อนข้างต่ำแล้วเรามาพูดถึงสินทรัพย์ความเสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูงถึงเสี่ยงสูงมากกันต่อ

อ่านต่อ »
ลงทุนต่างประเทศโดยตรง หรือ ลงในกองทุนรวมต่างประเทศ ดีกว่ากัน?

นักลงทุนหลายๆ ท่านที่เริ่มสนใจลงทุนในต่างประเทศ คงเกิดคำถามนี้ขึ้นมาในหัวบ้างไม่มากก็น้อยว่า ลงทุนต่างประเทศโดยตรง หรือ ลงในกองทุนรวมต่างประเทศ ดีกว่ากัน ก่อนจะตัดสินใจเราลองมาดูข้อดีข้อเสียเพื่อเปรียบเทียบกันครับ

อ่านต่อ »
ขั้นตอนการจัดทำแผนมรดก

รื่องมรดกไม่ได้ไกลตัวอย่างที่คิดคนส่วนใหญ่มักคิดว่าจะเริ่มคิดถึงแผนมรดกให้ลูกหลานตอนอายุ 60 – 80 ปีซึ่งอาจจะช้าเกินไป จริงๆ แล้วหากมีอายุ 30 – 40 ปี แต่แต่งงานมีครอบครัว มีลูกเล็กๆ

อ่านต่อ »
Scroll to Top